Home » dell review

Review – Dell Inspiron 13 5391 โน้ตบุ๊คจอ 13.3″ เล็กหรูบางเบา สเปก Core i Gen 10 ราคา 27,990 บาท

27 Mar 20 - By l

Dell Inspiron 13 5391 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ขอบบางเฉียบ เน้นพกพา ตามสไตล์ของ Ultrabook ปี 2020 ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ใหม่ล่าสุด และการ์ดจอแยก GeForce MX250 เป็นโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ที่ 1.24 กิโลกรัม เล็กกระทัดรัดบางสุดเพียง 14.9 มิลลิเมตร แรมขนาด 8GB DDR3L พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล IPS ระดับ Full HD ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา สนนราคา Dell Inspiron 13 5391 ไม่แพงเลย สำหรับสเปก Core i5-10210U อยู่ที่ 27,990 บาท และรุ่น Core i7-10510U ที่ 30,990 บาท ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด

NBS Verdict

Dell Inspiron 13 5391 โดดเด่นเหนือกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12.5″ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ เรียกได้ว่าถอดแบบเลยดีไซน์มาจากรุ่นพี่อย่าง Dell XPS 13 เลย รวมไปถึงก็มีน้ำหนักเบาพกพาสะดวก เพียง 1.24 กิโลกรัมและบางสุดๆ เพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น พร้อมมีดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนๆ ซึ่งมีความเรียบง่ายยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Dell ไว้เต็มเปี่ยม ที่สำคัญในรุ่นนี้มีสีสันที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ก็คือ มีตัวเลือกเป็นสีม่วงอ่อน Iced Lilac ซึ่งเหมาะกับสาวๆ สายหวานเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นส่วนที่มีผลต่อการซื้อเหมือนกัน

เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊คสเปก Core i Gen 10 ที่เน้นประสบการณ์ใช้งานกับแบรนด์ Dell ให้สิทธิภาพการใช้งานที่ดี โดยไม่กังวลในเรื่องของราคาค่าตัวเมื่อเทียบกับสเปกความแรงล่ะก็ Dell Inspiron 13 5391 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทีเดียวโดยมีการรับประกันถึง 2 ปี แบบ On-site Service คือมารับมาส่งเคลมถึงบ้านเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย ที่ทุกคนมั่นใจไว้ใจ หรือไม่กรณีที่เน้นเล่นเกมจริงจังก็คงแนะนำไปดูรุ่น Gaming Notebook อย่าง Dell G3 15 3590 น่าจะเหมาะสมกว่า

จุดเด่น

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามหรูหราสไตล์ Dell พร้อมสีสันสวยงาม 2 สีให้เลือก
  • เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ขอบขอบาง แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นจอ 12.5″
  • หน้าจอสวยงาม พาเนล IPS คุณภาพดี ขอบหน้าจอบางเฉียบ
  • น้ำหนักเบา ตัวเครื่องบาง วัสดุเป็นอลูมิเนียมและพลาสติกคุณภาพสูง
  • ประสิทธิภาพดีด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 และสเปกอื่นๆ ดีเยี่ยม
  • ถึงแม้ตัวเครื่องจะบางเบา แต่ก็พอเล่นเกมออนไลน์ได้
  • มีสแกนลายนิ้ว Fingerprint ใช้งาน Windows Hello ได้ดีเยี่ยม
  • พอร์ต USB 3.1 Type-C รองรับการใช้งาน DisplayPort และ USB PD
  • เปิดฝาเครื่องทุกครั้ง ตัวเครื่องจะเปิดเข้าสู่ Windows ทันที
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์ต่างๆ
  • ประกันถึง 2 ปี มาพร้อม On-site Service มาตรฐาน Dell

ข้อสังเกตุ

  • ความร้อนค่อนข้างสูง แตะสูงสุดที่ 99 องศาเซลเซียส
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเพียง 4:50 ชั่วโมง
  • พอร์ตการเชื่อมต่อมีจำกัด ด้วยพอร์ต USB 3.1 Type-A เพียง 1 พอร์ต

Unbox Preview

VDO Review

Specification

สเปกของ Dell Inspiron 13 5391 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Core i5-10210U / Core i7-10510U  ซึ่งในครั้งนี้แอดมินโป้งได้มาเป็นสเปก Core i5 ซึ่งด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U ความเร็ว 1.60 GHz ที่สามารถเร่งการทำงานไปได้ถึง 4.20 GHz โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร

ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพดีอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB LPDDR3 Bus 2133 MHz ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX250 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้ สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.24 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello สนนราคา Dell Inspiron 13 5391 รุ่นที่ทางทีมงานนำมารีวิวมีราคากลางอยู่ที่ 27,990 บาท พร้อมการรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบของ Dell Inspiron 13 5391 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ อื่นๆ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยมีการใช้ตัวเครื่องขนาด 12.5″ เท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา เพื่อให้ตัวเครื่องจะเล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ในปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของโน้ตบุ๊คปี 2020 ไปแล้ว โดยกล้องเว็บแคมติดตั้งไว้ขอบจอบนเช่นเดิม อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dell Inspiron 13 5391 ที่เป็นโน้ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.24 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 14.9 – 16.8 มิลลิเมตร

แนวคิดโดยรวม Dell Inspiron 13 5391 ถอดแบบมาจาก Dell XPS 13 ที่เป็นรุ่นท็อปสุดได้เป็นอย่างดี ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน รับกับมือเวลาจับถือพกพา ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย พร้อมด้วยสีที่ดูสะอาดตา โดยมีให้เลือกทั้งสีสันสีเงิน Platinum Silver ที่ดูแล้วหรูหรา สง่างาม เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่เน้นภาพลักษณ์ไว้ใช้งาน หรือสีม่วงอ่อน Iced Lilac เหมาะสมกับสาวๆ ที่ดูน่ารักๆ พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีเดียวกับตัวเครื่องที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมสำหรับฝาหลัง และพลาสติกคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบอื่นๆ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ที่สำคัญคือพื้นผิววัสดุทั้งหมดเป็นแบบด้านส่งผลให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากอีกด้ว

การออกแบบมาอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คงเป็นส่วนของโลโก้ Dell ฝาหลังที่สวยงามเป็นสีเงิน ส่วนตัวเครื่องด้านล่างก็จะมีคำว่า Inspiron ปั๊มเอาไว้ นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก อีกทั้งเมื่อเราเปิดฝาขึ้นมาขอบตัวเครื่องด้านหลังก็จะช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นด้วย รวมถึงมีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนข้างในเครื่องจำนวน 1 ตัว ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ

ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ ที่สำคัญยังมีการในส่วนของเชื่อมต่อของ Dell Inspiron 13 5391 ก็รองรับเพราะมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครัน เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ เครื่องเดียวจบแน่นอน ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงาน หรือเพื่อความบันเทิง ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด อีกทั้งยังแตกต่างจากโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ จากฟีเจอร์ เมื่อเปิดฝาเครื่องทุกครั้งแม้ว่าเราจะ Shut Downไปแล้วก็ตาม ตัวเครื่องจะเปิดเข้าสู่ Windows ทันที ในส่วนนี้ทำให้เรมีความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น เพราะทุกไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Power เพื่อเปิดเครื่องแต่อย่างใด แย่างไรก็ตามก็เราก็ต้องมาสแกนลายนิ้วมือทุกครั้งเพื่อ Log in เข้าสู่ Windows อีกทีแทน

Keyboard / Touchpad

Dell Inspiron 13 5391 สีเงิน Platinum Silver มีชุดคีย์บอร์ดตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีเงินเข้ากับตัวเครื่องพร้อมสกรีนตัวอักษรสีเทา ให้ผิวสัมผัสแบบไม่เรียบ โดยมีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่าย ถือว่าทำไว้ดีอยู่แล้วเช่นกันตามสไตล์ของ Dell กับคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size ด้านการใช้งานก็ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งการเด้งรับและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องเป็นทรงสีเหลี่ยมเนียนไปกับชุดคีย์บอร์ดติดตั้งอยู่ที่มุมขวาบน พร้อมมี Fingerprint ในตัวเดียว เรียกได้ว่าสวยงามและใช้ได้จริงด้วย

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี โดยมีการจับความเคลื่อนไหวว่าผู้ใช้กำลังพิมพ์ข้อความอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่า ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

Dell Inspiron 13 5391 ติดตั้งหน้าจอขนาด 13.3″ แบบขอบหน้าจอบางเฉียบทั้ง 3 ด้าน ซึ่งมีกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนแบบคู่ติดตั้งไว้ขอบจอบนเช่นเดิม โดยมีความบางสุดเพียง 2.7 มิลลิเมตรเท่านั้น พาเนลใช้เป็น IPS คุณภาพดี (ทางการตลาดของ Dell ใช้คำว่า WVA) ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD เทคโนโลยี CinemaColor ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจทั้งการใช้งานและความบันเทิง โดยการใช้หน้า Desktop ที่สเกลเป็น 150% การแสดงตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว และแม้จอเป็นแบบด้านลดสะท้อนแสง แต่ก็ยังให้เรื่องสีสันสดใสที่ดูสดใจไม่แพ้จอกระจกเลย

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ Dell Inspiron 13 5391 ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุดโดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ระดับ 94% และ AdobeRGB ที่ 73% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันธรรมดาในเกณฑ์ทั่วไปในระดับมาตรฐานของพาเนล IPS

ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เอาไปทำงานข้างนอกสบายๆ แต่ทำอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลักมากนักเช่นงานระดับมืออาชีพ แต่ถ้าไม่จริงจังมากอันนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลย เพราะก็ให้สีสันที่สดใสไม่ต่างจากจอรุ่นอื่นๆ

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่ามุมขวาบนของหน้าจอมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับขอบจอด้านขอบมุมซ้ายล่างที่ลดลงไปที่ระดับ 20% ทำให้ต้องใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 3.0 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์กลางๆ มาตราฐานทั่วไป เหมาะสำหรับคนเอามาดูหนังฟังเพลง เล่นเกม พอได้อยู่ เข้าใจว่าคะแนนน้อยเพราะความไม่สม่ำเสมอของแสงที่ออกมาในแต่ละช่อง

ลำโพงของ Dell Inspiron 13 5391 เป็นมาตรฐานสเตอริโอเทคโนโลยี Waves MaxxAudio Pro ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ให้เสียงที่ค่อนข้างดี แยกรายละเอียดได้ในระดับที่ดีน่าประทับใจ ถือได้ว่ามีเสียงดังชัดเจนออกแนวใสๆ เน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน้ตบุ๊คทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Connector / Thin And Weight

การเชื่อมต่อกันของ Dell Inspiron 13 5391 ถือว่ามีเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน อย่างพอร์ต USB 3.1 Type-A จำนวน 1 พอร์ต รองรับสำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูล รวมไปถึงชาร์จสมาร์ทโฟน อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อออกหน้าจอภายนอกได้ง่ายๆ ผ่านทาง HDMI หรือ USB 3.1 Type-C ที่เป็น DisplayPort และใช้งานชาร์จไฟด้วย Power Bank ในตัว ผ่านทางเทคโนโลยี Power Delivery รวมไปถึงยังมีช่องเชื่อมต่อไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ช่องอ่าน micro-SD Card Carder ตามสมัยนิยมอีกด้วย ที่จะว่าไปแล้วพอร์ตมีค่อนข้างจำกัด ยังไงแนะนำมี USB-C Hub ติดตัวไว้ใช้งานก็จะดีกว่า

เมื่อเทียบกับขนาดของโน้ตบุ๊ค 14 นิ้วทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่ใกล้เคียง ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.24 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ที่ชาร์จเข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย เพราะปกติแล้วโน้ตบุ๊ค 13.3″ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.5 กิโลกรัมขึ้นไป แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน้ตบุ๊คบางเบาแต่ก็เน้นประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันทีเดียว

Inside / Upgrade

การแกะฝาฝาล่างทั้งหมดของ Dell Inspiron 13 5391 เพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมด หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  มีงานประกอบเรียบร้อยดี หลักๆ  แล้วเห็นได้ชัดถึงเมนบอร์ด แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 1 ตัว ฮีตไปป์ 1 เส้น มีช่องระบายความร้อน 2 ช่อง (ใช้งานจริงๆ 1 ช่อง)

สำหรับฮาร์ดแวร์ภายใน เราจะเห็นถึงการติดตั้งแรมฝังบอร์ดมาแล้วขนาด 8GB x 1 ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐานทันทีไม่ต้องไปหาซื้อมาเพิ่มเองภายหลังแต่อย่างใด (เพิ่มไม่ได้ด้วยแหละ) พร้อมกันนั้นเราจะเห็นถึง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB (มีแผ่นปิดเอาไว้) ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปจนไปถึงทำงานตัดต่อวีดีโอที่ไม่ซับซ้อนมาก สำหรับสเปกฮาร์ดแวร์ภายในถือว่าเหลือเฟือในการใช้งานเลยล่ะ

Performance / Software

   

Dell Inspiron 13 5391 ที่ได้รับมารีวิวเป็นสเปกขายจริง ได้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับกลางอย่าง Intel Core i5-10210U สถาปัตยกรรม Comet Lakeใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.60 – 4.20 GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 10 – 15 – 25Watt ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนแรมก็ให้มาเป็นแบบ 8 GB LPDDR3 Bus 2133 MHz จำนวน 2 แถวแบบฝั่งบอร์ด ที่เพียงพอต่อการใช้งานทันที อีกทั้งได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ

โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

  

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 620 ไม่ต่างจาก Core i Gen 8 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่ก็รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหา และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับการ์ดจอน้องเล็กรุ่นล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce MX250 (2GB GDDR5) ที่ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าความแรงเทียบเท่า GTX 950m แต่ก็พอเล่นเกมออนไลน์ได้บ้าง ซึ่งเดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1809 MB/s และเขียนที่ 718 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับกลางค่อนบน

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 3,210 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน้ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U มีการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX250 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน้ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันที่ไม่มีการ์ดจอแยกนั่นเอง

ทดสอบเกมสำหรับ Dell Inspiron 13 5391 คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 ออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce MX250 ประกอบกับยังใช้แรม 8GB DDR3L รวมไปถึง SSD M.2 NVMe ก็ส่งผลช่วยด้วย

เกมออนไลน์อย่าง DOTA 2  ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทอยู่ที่ใกล้เคียง 45 ขึ้นไปตลอด (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) แต่ในส่วนของเกมอื่นๆ อย่าง Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low อาจจะมีเฟรมเรทล่วงไปบ้าง ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะเป็นเกมออนไลน์ที่กินทรัพยากรพอตัวเหมือนกัน และตัวเครื่องระบายความร้อนไม่ทัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าพอเล่นได้สบายๆ อยู่ แต่ก็ไม่แนะนำให้นำไปเล่นเกมเป็นหลัก

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Dell Inspiron 13 5391 ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง Dell SupportAssistant โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

ปิดท้ายด้วย Dell Mobile Connect ซอฟต์แวร์ที่คอยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซีและสมาร์ทโฟน  โดยเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ ข้อมความ เบอร์โทร รวมไปถึงการโทรศัพท์ติดต่อ สามารถทำผ่านโน้ตบุ๊คของ Dell ได้เลย สำหรับ Dell Inspiron 13 5391 ก็มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เรียกได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปากทีเดีย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Dell Inspiron 13 5391 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 4:30 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต คาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ดูแล้วอาจให้ระยะเวลาการทำงานที่ค่อนข้างสั้นกว่าเครื่องอื่นเล็กน้อย ส่วนช่องระบายความร้อนของ Dell Inspiron 13 5391 จะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 40 – 50 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 94 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอร้อนสุดจะอยู่ที่ 69 องศาเซลเซียส ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ Dell Inspiron 13 5391 ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook เครื่องอื่นๆ ซึ่งจากการทดสอบเป็นการนำไปเล่นเกมหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด แม้ว่าชิปประมวลผล Intel และ NVDIA รุ่นล่าสุดจะแรงขึ้น เรียกได้ว่าชุดระบายความร้อนของ Dell สามารถจัดการได้ดีเวลาใช้งานหนักๆ

Conclusion / Award

เป็นโน้ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจ ด้วยความเป็นแบรนด์ Dell อย่าง Dell Inspiron 13 5391 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล Inspiron 5000 Series ได้เป็นอย่างดี เพราะมาพร้อมความสมบูรณ์แบบที่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน โดยสนนเริ่มต้นที่ 27,990 บาท สำหรับรุ่น Core i5 ส่วนรุ่น Core i7 ก็สนนราคาที่ 30,990 บาท ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องชิปประมวลผล แต่ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกันหมด โดยส่วนตัวแล้วแนะนำว่าถ้างบตัวไหนก็ซื้อนั้นได้เลย ที่สำคัญคือราคาขายจริงของ Dell Inspiron 13 5391 มีราคาถูกกว่านี้เยอะเลยสำหรับบางหน้าร้านที่ขาย

Dell Inspiron 13 5391 เป็นโน้ตบุ๊คบางเบาประเภท Ultrabook ที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานทั่วๆ ไปหรือผู้ที่รักความบันเทิงทั้งในส่วนของเกมและมัลติมีเดีย ด้วยฟีเจอร์มีสแกนลายนิ้ว Fingerprint และสเปคภายในที่ครบครัน ตัวเครื่องบางเบาลงไปอีกจากรุ่นก่อน แต่ก็ยังได้ชิปประมวลผล Core i5 / i7 Gen 10 สถาปัตยกรรม Comet Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร และการ์ดจอแยก​ NVIDIA GeForce MX250 อีกทั้งได้แรมขนาด 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ใช้งานทันที รองรับการใช้งานพื้นฐานได้แบบสบายๆ ลื่นไหล หรือถ้าจะเล่นเกมก็พอได้อยู่ แต่ก็อาจจะอุณหภูมิสูงหน่อย

อย่างไรก็ตามด้วยพอร์ตการเชื่อมต่อค่อนข้างจำกัด แนะนำควรมีอแดปเตอร์ USB-C Hub ติดไว้ใชงานหน่อยก็ดี และแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้เพียง 4:50 ชั่วโมง อันนี้อยู่ที่ว่าเพื่อนๆ รับกันได้ไหม ซึ่งถ้าข้าม 2 ข้อนี้ไปได้ ก็จัดได้ว่ามีความน่าซื้ออยู่ไม่น้อยเช่นกัน สำหรับการเป็นโน้ตบุ๊คเกณฑ์คุ้มค่าจากทาง Dell ที่เน้นเรื่องของความลงตัวโดยรวมด้วยสเปก ดีไซน์ ฟีเจอร์ และราคาที่ลงตัว แถมยังมีการรับประกันถึง 2 ปีอีกด้วย แบบ On-site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Dell Inspiron 13 5391  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-10210U ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมมีรุ่นการ์ดจอรุ่นเน้นใช้งานกับโน้ตบุ๊คบางเบาอย่าง NVIDIA GeForce MX250 ที่ทั้ง 2 อย่างนี้แรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหล มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB แบบ DDR3L ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Inspiron มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Dell Inspiron 13 5391 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ แถมยังบางเบาสุดๆ ด้วย ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา ทั้งในความบางเพียง 14.9 – 16.8 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 1.24 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.5 กิโลกรัม เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ

© Copyright - Notebookspec.com All Rights